​จุฬาฯ ชูดิจิทัล สตาร์ทอัพ และนวัตกรรมเพื่อสังคมในงาน ดิจิทัล ไทยแลนด์ 2016 เผยแผนผนึกศิษย์เก่าระดมหมื่นล้าน สร้างผู้ประกอบการจริง

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกศิษย์เก่า และชมรม IOIC (Intania Open Innovation Club) ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดบูธอลังการโชว์นวัตกรรมเพื่อสังคมไทย ตอบสนองทั้งเมืองและชนบท เผยแผนใช้พื้นที่ของจุฬาฯ จากสยามสแควร์และจามจุรีสแควร์ สู่ศูนย์การเรียนรู้น่าน สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมให้ดิจิทัลสตาร์ทอัพ พร้อมระดม 1 หมื่นล้านบาท จากผู้ประกอบการและศิษย์เก่า หวังขับเคลื่อนประเทศไทย พ้นกับดักรายได้ปานกลาง

(26 พฤษภาคม 59) ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีคนใหม่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวที่งานดิจิทัล ไทยแลนด์ (Digital Thailand) ซึ่งจัดโดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระหว่างวันที่ 26 – 28 พฤษภาคม 2559 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยบูธของจุฬาฯ นำเสนอการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) เพื่อผลักดันสังคมไทยสู่เศรษฐกิจ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม จากความคิดสร้างสรรค์ที่จะฉุดประเทศออกจาก กับดักรายได้ปานกลาง และมีผลงานตอบสนองคนในสังคม รวมถึงทิศทางใหม่ ในการพัฒนามหาวิทยาลัยสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านนวัตกรรม และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม ที่จะเชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัย และนวัตกรรมของอาจารย์ และนิสิตเข้ากับทักษะทางธุรกิจ และการลงทุนของผู้ประกอบการ ในภาคอุตสาหกรรม ในรูปแบบของสตาร์ทอัพ ทั้งนี้ จะอาศัยการเปิดพื้นที่ของจุฬาฯ ทั้งใจกลางกรุงเทพฯ และที่ศูนย์การเรียนรู้ในต่างจังหวัด เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

“ด้วยต้นทุนของ “คน” “องค์ความรู้ครบทุกศาสตร์ “และ “พื้นที่ ”  ที่เรามี จุฬาฯ จึงอยู่ใน Position ที่สามารถจะสร้างสิ่งแวดล้อม อันเอื้ออำนวยต่อการสร้างนวัตกรรม และ ส่งเสริมสตาร์ทอัพ ให้เกิดขึ้นได้จริง เพื่อก่อให้เกิด Product และผู้ประกอบการรายใหม่ รายได้และการจ้างงาน พร้อม ๆ ไปกับส่งเสริม และสนับสนุนคนรุ่นใหม่ ได้มีโอกาสแสดงความคิดสร้างสรรค์ เพื่อนำไปสู่รากฐานของการก่อเกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน ซึ่งทางมหาลัยฯ ได้มีการสร้างศูนย์ Innovation Hub ที่ส่งเสริมสู่สตาร์ทอัพ ที่สยามสแควร์ จามจุรีสแควร์ และที่ศูนย์การเรียนรู้ของจุฬาฯ ที่จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นการร่วมกันระดมทุนระหว่างมหาลัยฯ กับทางศิษย์เก่า และชมรม IOIC (Intania Open Innovation Club) ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งตรงนี้จุฬาดำเนินการจริง ไม่ได้เกาะกระแสสตาร์ทอัพแต่อย่างใด และมุ่งทำให้เกิดผลจริง เนื่องจากเห็นว่า การพัฒนาในรูปแบบดังกล่าว เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศโดยภาพรวม ซึ่งในส่วนของนวัตกรรม ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล จะเป็นแกนหลักสำหรับการขับเคลื่อนครั้งนี้ ”  ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์

ในส่วนของ Innovation Hub ที่จะสร้างขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ จะมีอยู่หลายจุดด้วยกันคือ สยามสแควร์ เชื่อมต่อ BTS, จามจุรีสแควร์ เชื่อมต่อ MRT และในอีก 3 ปีข้างหน้า มีการวางแผนที่จะเปิดเมืองนวัตกรรม แห่งจุฬา ( CU Innovation District) ณ พื้นที่เขตสวนหลวงใกล้กับอุทยานจามจุรี ซึ่งเป็นพื้นที่กว่า 30 ไร่ ที่ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมอบให้เป็นสวนสาธารณะแห่งใหม่ใจกลางเมือง

ขณะเดียวกัน ก็จะมีการสร้าง ศูนย์บ่มเพาะนวัตกรรมในพื้นที่ชนบท ในลักษณะที่จะบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจฐานรากเดิม ที่เป็นเกษตรกรรม แต่หาทางดัดแปลงและเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตและกระบวนการ ด้วยวิธีการทางนวัตกรรม ซึ่งส่วนนี้จะไปทำที่ศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้ของจุฬาฯ ที่จังหวัดน่าน

สำหรับผลงานนวัตกรรมทางดิจิทัลของจุฬาฯ ที่นำเสนอที่งานดิจิทัล ไทยแลนด์ ได้นำเสนอระบบนิเวศนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula Innovation Ecosystem) ที่สร้าง Startup ไทย ก้าวขึ้นถึงระดับ Series A เช่น แอปพลิเคชั่นด้านประกันภัย Claim di เมื่อเกิดรถชน ไม่ต้องเสียเวลารอ ได้รับทุน 2 ล้านเหรียญสหรัฐ (71.6 ล้านบาท) และได้คัดเลือกนวัตกรรม ที่ตอบสนองคนในสังคมตลอดช่วงอายุขัย และในทุกพื้นที่ของสังคม ไม่ว่าจะเป็น

– นวัตกรรมถังขยะแยกขยะ ของนักเรียนโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติมาแล้วมากมาย (อาทิ รางวัล เหรียญทองเกียรติยศ จาก 44th International Exhibition of Inventions of Geneva และ รางวัล Special Prize จาก China Relegation of Invention and Innovation สาธารณรัฐประชาชนจีน)

– โปรแกรมธนาคารขยะออนไลน์ซึ่งเน้นสร้างแรงจูงใจทางการเงิน ผ่านการรีไซเคิล และมีการออกแบบที่ยืดหยุ่นเป็นมิตรต่อผู้ใช้ ซึ่งขณะนี้โปรแกรมนี้มีการนำไปใช้จริงแล้วโดยเกษตรกรและประชาคมในพื้นที่จังหวัดน่าน

– “เวียร์บัส แอปพลิเคชั่นติดตาม และนำทางรถเมล์แบบเรียลไทม์” ที่เริ่มจากความพยายามจัดการกับความหงุดหงิด ของการรอรถโดยสารภายในจุฬาฯ ที่พัฒนาต่อยอดไปจนสามารถนำมาใช้จริงกับ รถโดยสารขนส่งมวลชนของ ขสมก. และได้ผลดีมาก

– ระบบ Drone ตรวจวัดสภาพอากาศขนาดเล็กที่ราคาถูก ใช้ง่าย ซึ่งสามารถตรวจวัดอุณหภูมิ ความชื้น ฝุ่นละออง และหมอกควัน ขณะเดียวกัน ยังสามารถส่งข้อมูลแบบไร้สาย เหมาะกับพื้นที่ชนบทไปจนถึงพื้นที่ในเมือง

– เกมที่สามารถฝึกฝนสัญญาณคลื่นสมองสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางสมองชิ้นแรก ของโลก ซึ่งได้รับรางวัลนานาชาติมาหลายรางวัล (เช่น รางวัลเหรียญทอง จาก 44th International Exhibition of Inventions of Geneva เป็นต้น )

 

 

 

Previous

Next